Custom Search

วันพฤหัสบดีที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เขมร 3 เหล่า


หลังจากเขมรได้อธิปไตรจากฝรั่งเศษเเล้วได้เเต่งตั้งให้เจ้าเจ้านโรดมเป็นกษัตริย์เขมรก็ได้ถูกเเบ่งเป็น 3 ฝ่ายด้วย กัน หนึ่งก็คือเขมรที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามคือเป็นพวกเขมรไม่เเท้เป็นลูกผสมระหว่าเวียดนามกับเขมรทุกวันนี้ก็คือพวกของสมเด็จฮุนเซน สองก็คือเขมรเเดงที่เรารู้จักกันดีในการฆ่าล้างเผ่าพันธ์นับล้านศพเป็นเขมรเเท้ๆเเต่ทุกวันนี้คงไม่มีเหลือเเล้ว อีกพวกหนึ่งคือเขมรกลางเป็นเขมรที่ไม่เข้ากับฝ่ายได้เเต่นับถือในพระมหากษัตริย์

เขมรส่วนใหญ่ในตอนนี้คือเขมรในพวกเเรกคือเขมรลูกผสมเวียดนามที่นับวันจะมีมากขึ้นเรื่อยๆก็จะยิ่งทำให้
สมเด็จฮุนเซนมีอำนาจมากขึ้นอีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนทุกอย่างจากเวียนนามทั้งทางด้านการทหาร
เเละเศรฐกิจ หากเกิดการสู้รบกันจริงๆเเล้วเขมรไม่ได้หน้ากลัวเเต่ท่าเป็นเขมรร่วมมือกับเวียดนามเเล้วละก็
เราก็ไม่ควรประมาทเด็ดขาด

(จากความเห็นส่วนตัว)
(ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

มองกลศึกเขมร



ในเวลานี้หากมองภาพรวมของกองทัพเขมรเเล้วยังห่างไกลนัก กับการสู้รบเเต่หากมองทางด้าน
การเมืองเเล้วทางไทยยังอยู่ในภาวะเป็นรองเพราะด้วยสาเหตุนานับปะัการหากไทยวู่วาม
ทางการทหารเเล้วละก็จะทำให้เราเสียเปรียบเป็นเเน่ อันด้วยสายตาประชาคมโลกที่ค่อยเฝ้ามองอยู่
หากเราทำอะไรรุนเเรงก่อนโดยไม่มีสาเหตุอย่างเเน่ชัดเราจะถูกประชาคมโลกนามว่าผู้ใหญ่รังเเกเด็ก
เเละข้อกล่าวหาต่างๆตามมา เเละที่สมเด็จฮุนเซนได้ออกมากล่าวต่างๆนาๆนั้นเป็นการเริ่มยุทธการ
การทำสงครามเเบบชาญฉลาด ด้วยหลักการรบเเบบตำราพิชัยสงครามหากน้อยกว่าอย่า เข้าตีซึ่งหน้า
เพราะมีเเพ้กับเเพ้ เขมรใช้วิธี้คอยเฝ้าดูหากมีโอกาสให้สร้างความปันป่วนภายในหรือสร้างความเเตกเเยก
เเละ เมื่อไทยเกิดความอ่อนเเอเกิดความเเตกเเยกเเล้วละก็ให้รีบฉวยโอกาสเอา
อย่างเช่นที่เคยเกิดในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นเเน่ครับ

(มันเป็นเเนวคิดส่วนตัวนะครับ)
(รูปภาพจากอินเตอร์เน็ต)

วันพุธที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เเสงยานุภาพ ไทย-เขมร

ท่าพูดถึงเรื่องเเสงยานุภาพ ไทยกับเขมร เเล้วละก็บอกได้คำเดียวเลยว่า้เทียบกันไม่ติดครับ
เเละเเน่นอนครับตามหลักท่าเสียเปรียบมากขนาดนี้เขมรจะไม่เข้ารบเเบบซึ่งหน้าเเน่นอน
มันมีเเต่เสียกับเสียผมคิดว่าเขมรจะใช้วิธีการรบเเบบสงครามสมองสงครามความคิดมากว่า
ที่จะรบเอาเเบบตรงๆ

เอาของกองทัพไทยกันก่อนนะครับตามด้วยเขมร


กองทัพไทย
(กองทัพบกไทย)

รถถังหลัก
-M60A1/A3 จำนวน 178 คัน
-M48A5 จำนวน 105 คัน
-Type-69II จำนวน 60 คัน

รถถังเบา
-Stingray จำนวน 106 คัน
-FV101 Scorpion CVR(T) จำนวน 128 คัน
-M41/M42 จำนวน 200 คัน

รถเกราะ
-M901A3 Improved TOW Vehicle จำนวน 18 คัน
-V-150 APC จำนวน 162 คัน
-LAV-150 APC จำนวน 138 คัน
-M113A1/A3 APC ประมาณ 400 คัน
-Type-85 APC ประมาณ 450 คัน
-Type-82 MLRS จำนวน 60 คัน
-Reva 4x4 จำนวน 85 คัน
-BTR-3E1 จำนวน 96 คัน

(กองทัพเรือไทย)

เรือบรรทุกเครื่องบิน
-ร.ล.จักรีนฤเบศร
เรือรบ
ร.ล.พุทธยอดฟ้าจุฬาโลก, ร.ล.พุทธเลิศหล้านภาลัย, ร.ล.เจ้าพระยา, ร.ล.บางปะกง,
ร.ล.กระบุรี, ร.ล.สายบุรี, ร.ล.นเรศวร, ร.ล.ตากสิน, ร.ล.ตาปี, ร.ล.คีรีรัฐ, ร.ล.มกุฎราชกุมาร และ ร.ล.ปิ่นเกล้า ฯลฯ

(กองทัพอากาศไทย : เฉพาะเครื่องบินขับไล่)
-F-16A จำนวน 29 ลำ
-F-16ADF จำนวน 15 ลำ
-F-16B จำนวน 15 ลำ
-F-5T Tigres ประมาณ 16 ลำ
-F-5B/E ประมาณ 10 ลำ

กองทัพเขมร
(กองทัพบกกัมพูชา)

รถถัง
- รถถังรุ่น T-55 จากรัสเซีย ประมาณ 100 คัน
- รถถังรุ่น Type-59 จากจีน ประมาณ 200 คัน
- รถถังเบา PT-76 จากรัสเซีย, รถถังเบา Type-62/63 จากจีน และรถถังเบา AMX-13 จากฝรั่งเศส อีกประมาณ 50 คัน

รถหุ้มเกราะ
- รถรบทหารราบ BMP-1 จากรัสเซีย 10 คัน
- รถเกราะสายพาน M113A1/A3 จากสหรัฐ 20 คัน
- รถเกราะล้อยาง BTR-60 จากรัสเซีย 120 คัน
- รถเกราะล้อยาง BTR-152 จากรัสเซีย 100 คัน
- รถเกราะล้อยาง OT-64 จากโปแลนด์ 26 คัน


(กองทัพเรือกัมพูชา)
กองทัพเรือของกัมพูชายังมีขนาดเล็กมาก คล้ายกองเรือใกล้ฝั่ง และกองเรือลำน้ำ โดยมีเรือตรวจการณ์ชั้น Kaoh จำนวน 2 ลำ และเรือเร็วโจมตี (เรือปืน) 2 ลำ
ต่อมา ในปี 2548 จีนได้บริจาคเรือตรวจการณ์ขนาด 46 เมตร จำนวน 4 ลำ เรือตรวจการณ์ขนาด 20 เมตร จำนวน 3 ลำ และเรือลำเลียงสัมภาระอีก 1 ลำ


(กองทัพอากาศกัมพูชา : เฉพาะเครื่องบินขับไล่)
- เครื่องบินขับไล่ MiG-21 Bis และ MiG-21UM จากรัสเซียอย่างละ 1 ลำ (ทำการบินไม่ได้)